เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. เติบโตเคียงคู่สังคมไทยมายาวนานเกือบ 1 ศตวรรษ ซึ่งไม่เพียงผลิตสินค้าและบริการที่ดีสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่การดำเนินธุรกิจการค้าอย่างมืออาชีพและมีคุณธรรม จริยธรรม  ทำให้ชื่อเสียงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก 

การที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างมั่นคง เป็นเพราะดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในนโยบาย 3 ประโยชน์ กล่าวคือ คำนึงถึงประโยชน์ต่อทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในประเทศที่เข้าไปลงทุน และคำนึงถึงประโยชน์ต่อบริษัทซึ่งหมายถึงผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร และพนักงาน

ปัจจุบัน ธุรกิจที่เป็นธงนำของเครือเจริญโภคภัณฑ์คือ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ธุรกิจการตลาด
และการจัดจำหน่าย และธุรกิจโทรคมนาคม มีบริษัทในเครือประมาณ 200 แห่ง กระจายอยู่ใน 18 ประเทศ มีพนักงาน 300,000 คนทั่วโลก กล่าวได้ว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นองค์กรธุรกิจที่มีพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในประเทศไทยและทุกประเทศที่ได้เข้าไปลงทุน
  • 1921
  • 1939
  • 1953
  • 1958
  • 1959
  • 1969
  • 1970
  • 1971
  • 1972
  • 1973
  • 1976
  • 1978
  • 1979
  • 1985
  • 1986
  • 1988
  • 1990
  • 1994
  • 1997
  • 1998
  • 1999
  • 2000
  • 2002
  • 2003
  • 2005
  • 2006
  • 2007
  • 2008
  • 2009
  • 2011
  • 2012
  • 2013
  • 2014
1921
เจียไต้ จึง หรือ ที่เรียกกันว่า เจียไต๋  ร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชเล็กๆ  เริ่มหยั่งราก ณ ถนนทรงวาด ประเทศไทย โดยนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศจีนเข้ามาจำหน่ายโดยใช้ชื่อ ?ตราเรือบิน?  นับว่าเป็นผู้บุกเบิกตลาดเมล็ดพันธุ์ผักเป็นรายแรกในประเทศไทย 
ค่านิยมองค์กร
นับเป็นเวลาเกือบ 1 ศตวรรษแล้วที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับความไว้วางใจจากสังคมไทยและสังคมโลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำความผาสุก คุณภาพชีวิตที่ดีสู่ประชาชน สร้างสรรค์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ได้ต้องมีรากแก้วที่มั่นคง เช่นเดียวกับธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนเพราะตั้งมั่นอยู่บนค่านิยมองค์กรที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นจิตวิญญาณที่มุ่งมั่นพัฒนา ต่อยอดความสามารถในการบริหารธุรกิจบนฐานของคุณธรรมจริยธรรม ภายใต้ค่านิยมองค์กร 6  ประการ คือ 
  • สามประโยชน์สู่ความยั่งยืน (3 Benefits)
  • ทำเร็วและมีคุณภาพ (Speed & Quality)
  • ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย (Simplification)
  • ยอมรับการเปลี่ยนแปลง (Accept change)
  • สร้างสรรค์สิ่งใหม่ (Innovativeness)
  • ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม (Integrity & Honesty)
สามประโยชน์สู่ความยั่งยืน
ไม่มีองค์กรธุรกิจใดในโลกที่เติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรงได้โดยลำพัง หากแต่ต้องมีความเข้มแข็งของประชาชน สังคม และประเทศชาติเคียงข้างด้วยเสมอ เช่นเดียวกันกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่สามารถนำพาองค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก
"3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน"
3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน พัฒนาขึ้นจากแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งคือ "การคิดถึงผู้อื่นก่อน" นำทางไปสู่การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักประโยชน์ 3 ประการ คือ ประโยชน์ต่อประเทศที่เข้าไปลงทุน ประโยชน์ต่อประชาชนในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน และประโยชน์ต่อบริษัท ซึ่งทุกคนในเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้รับการปลูกฝังแนวคิดค่านิยมนี้มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกธุรกิจ และได้หยั่งรากลึกอยู่ในความคิด จิตวิญญาณ สู่การกระทำที่มุ่งหวังให้ธุรกิจเติบโตก้าวหน้า และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ สังคม เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยและในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน
ทำเร็วและมีคุณภาพ
ในโลกแห่งการดำเนินธุรกิจในยุคโลกไร้พรมแดนเช่นปัจจุบันนี้ สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน ก็คือ "การทำเร็ว" และ "มีคุณภาพ" เพราะเป็นปัจจัยประการสำคัญที่ทำให้ธุรกิจก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบการค้าต่าง ๆ ฯลฯ
เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงต้องคิดเร็ว ทำเร็ว ทำก่อนคนอื่น และทำอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ทุกคนในองค์กรได้ยึดถือและปฏิบัติ
ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย
เครือเจริญโภคภัณฑ์มีการลงทุนใน 16 ประเทศทั่วโลก มีบริษัทในเครือมากกว่า 200 บริษัท มีพนักงานทั้งหมดกว่า 300,000 คน แต่ด้วยเพราะเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงขั้นตอนและกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น จึงทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์บริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล
ด้วยเหตุนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงถือว่า "ทำเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย" เป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญของทุกคนในองค์กร ที่นำมาซึ่งความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
โลกเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทุกธุรกิจต่างต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านตลอดเวลา
ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศและภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยืนหยัดจากอดีตสู่ปัจจุบัน เป็นบริษัทชั้นนำบนเวทีระดับโลกก็
คือ "การยอมรับการเปลี่ยนแปลง" สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ตลอดเวลานั่นเอง
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เร่งเร้าให้ทุกชีวิตในเครือเจริญโภคภัณฑ์เกิดการปรับตัว พยายามค้นคว้า ศึกษา วิจัย แสวงหากระบวนการที่ดีกว่า มองหาโอกาสใหม่ ไม่หยุดนิ่ง ทั้งยังมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยและทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน
สร้างสรรค์สิ่งใหม่
บนวิถีแห่งการดำเนินธุรกิจ ความคิดสร้างสรรค์คือพลังขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในทุกระดับของการดำเนินธุรกิจ ทั้งแนวคิด วิธีการ กระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และบริการ ด้วยเพราะโลกไม่หยุดนิ่ง ธุรกิจจึงต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมตลอดเวลา
พนักงานนับแสนของเครือเจริญโภคภัณฑ์จึงทำงานด้วยความพร้อมที่จะ "สร้างสรรค์สิ่งใหม่" ที่ดีกว่าในทุกๆ วัน "องค์กรแห่งนวัตกรรม" คือความสำเร็จที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ภาคภูมิใจ และแน่นอนว่าผลสุดท้ายย่อมนำมาซึ่งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคนั่นเอง
ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม
เครือเจริญโภคภัณฑ์ก่อกำเนิดมายาวนานเกือบ 1 ศตวรรษด้วยเพราะยึดมั่นในหลักซื่อสัตย์และมีคุณธรรมซึ่งถือเป็นพื้นฐานอันชอบธรรมในการดำเนินธุรกิจ เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มานับตั้งแต่บรรพชนในยุคบุกเบิกก่อตั้งเมื่อครั้งยังเป็นร้านเจียไต้ จึง ร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักเล็กๆ บนถนนทรงสวัสดิ์ ย่านทรงวาด โดยทำการค้ากับเกษตรกรอย่างซื่อสัตย์ เพราะตระหนักอยู่เสมอว่าเกษตรกรเปรียบดังคู่ชีวิต หากเกษตรกรอยู่ไม่ได้ บริษัทก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
จวบจนปัจจุบันที่ธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์แตกแขนงไปมากมาย ความซื่อสัตย์และคุณธรรมยังคงเป็นเสาหลักขององค์กร คำนึงอยู่เสมอว่าทำธุรกิจการค้าที่มุ่งหวังผลประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว ย่อมไม่อาจดำรงยืนนาน และประการสำคัญคือไม่อาจได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ความนับถือ ความจริงใจ ทั้งจากคู่ค้า ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในภาคสังคม ดังนั้นไม่ว่าจะจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เพียง 1 ซอง หรือจำหน่ายอาหารแปรรูปเป็นร้อยๆ ตันล้วนต้องตั้งมั่นบนหลักการของความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม
เครือเจริญโภคภัณฑ์เติบโตขึ้นเป็นบริษัทระดับชั้นนำของไทย อีกทั้งยังได้รับการยอมรับในระดับโลก เพราะมีคณะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีความเป็นมืออาชีพ สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กรให้มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำและต่อยอดพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญนั้นอย่างต่อเนื่อง และประการสำคัญคือ การบริหารธุรกิจทั้งหมดของเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น  ล้วนเป็นผู้นำที่มีศักยภาพ มีมโนธรรม จริยธรรมและศีลธรรมอันดีงาม ทำหน้าที่นำพาองค์กรให้เติบโตภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี
 
ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์
นายจรัญ เจียรวนนท์









นายมนตรี เจียรวนนท์
   
ประธานกรรมการบริหาร
นายสุเมธ เจียรวนนท์
   
ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร
นายธนินท์ เจียรวนนท์
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นบุตรชายคนสุดท้องของนายเจี่ย เอ็กชอ ผู้ก่อตั้งร้านเจียไต้ จึง ซึ่งเป็นกิจการต้นกำเนิดของธุรกิจทั้งหมดภายใต้ชื่อเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี. ในวัยเด็ก เริ่มเข้าเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนสอนภาษาจีน ในกรุงเทพฯ จากนั้นได้ไปเรียนที่โรงเรียนสารสิทธิ์วิทยา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พอถึงปีพ.ศ.2495 ได้เดินทางศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมในซัวเถา สาธารณรัฐประชาชนจีน จนจบมัธยม 3 (เทียบเท่าประถมศึกษาปีที่ 7 ในสมัยนั้น) ต่อจากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยในฮ่องกง

ทันทีที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยในฮ่องกงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2501 เพื่อทำงานช่วยธุรกิจของครอบครัว ซึ่งในขณะนั้นพี่ชายทั้งสอง คือ นายจรัญ และนายมนตรีได้บุกเบิกธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ภายใต้ชื่อ ?เจริญโภคภัณฑ์? เพิ่มเติมจากเจียไต้จึงที่เป็นเพียงร้านค้าจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ซึ่งในเวลาต่อมาเจริญโภคภัณฑ์ได้ขยายกิจการมาสู่ด้านปศุสัตว์ จนต่อเนื่องมาถึงการแปรรูปอาหาร

ในขณะที่นายธนินท์ กลับมาเมืองไทยนั้นได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเข้าไปทำงานที่บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อรวมผู้ค้าไก่และหมูเข้าด้วยกัน โดยเริ่มงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการค้าไข่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2504 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการฝ่ายสัตว์ปีก แต่ต่อมาเมื่อสามัคคีค้าสัตว์ต้องปิดกิจการลงในปี พ.ศ.2506 จึงมาร่วมงานที่เจริญโภคภัณฑ์ในขณะที่มีอายุเพียง 25 ปี และได้มุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ทำให้กิจการของเจริญโภคภัณฑ์ในขณะนั้นเติบโตก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยเพราะนายธนินท์เป็นผู้ที่มีหัวคิดก้าวหน้า และมีวิสัยทัศน์กว้างไกลนั่นเอง ต่อมาปี พ.ศ.2532 นายธนินท์ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และบริษัทเครือเจียไต๋

นายธนินท์ ประสบความสำเร็จด้านการบริหารธุรกิจ เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกการประกอบธุรกิจหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร เป็นผู้นำแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร คือ ผลิต แปรรูป และการตลาดมาใช้ในการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ด้วยเพราะเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีและการจัดการทันสมัย ส่งผลให้ธุรกิจภายใต้การบริหารงานของนายธนินท์ก้าวหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้นายธนินท์ยังเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรไทยสู่ความทันสมัย ด้วยการบุกเบิกธุรกิจเลี้ยงไก่ โดยในปี พ.ศ.2513 นายธนินท์ได้นำพันธุ์ไก่ที่ดีและเทคโนโลยีใหม่จากสหรัฐอเมริกา วิชาการด้านโรงเรือน การป้องกันโรค และการจัดการ นำมาส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่เนื้อ ซึ่งได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างคาดไม่ถึง ถือเป็นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ของไทยสู่มาตรฐานโลก และทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกไก่ติดอันดับโลกอีกด้วย

เครือเจริญโภคภัณฑ์ภายใต้การบริหารงานของนายธนินท์ ได้พัฒนาธุรกิจด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารอย่างต่อเนื่อง เป็นที่มั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย ทุกกระบวนการผลิตมีมาตรฐานระดับโลกและได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายสถาบัน

นอกจากนี้นายธนินท์ยังได้รับการยอมรับจากภาครัฐและภาคสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน คนแรกและดำรงตำแหน่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสภาที่ปรึกษาผู้นำทางด้านธุรกิจของผู้ว่านครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ในปี 2554 นิตยสารฟอร์บส์เอเชีย ยกย่องให้เป็นนักธุรกิจแห่งปี 2554

ปัจจุบันคุณธนินท์ อายุ 75 ปี มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกับภรรยาคือคุณหญิงเทวี เจียรวนนท์ และมีบุตรรวม 5 คน ได้แก่ นางวรรณี เจียรวนนท์ รอสส์, นายสุภกิต เจียรวนนท์, นายณรงค์ เจียรวนนท์, นายศุภชัย เจียรวนนท์ และนางทิพาภรณ์ เจียรวนนท์
   
รองประธานกรรมการ
1) นายวัลลภ เจียรวนนท์ 2) นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ 3) นายประเสริฐ พุ่งกุมาร 4) นายเอี่ยม งามดำรงค์ 5) นายมิน เธียรวร 6) ดร.ชิงชัย โลหะวัฒนะกุล 7) ดร.อาชว์ เตาลานนท์ 8) นายธีรยุทธ พิทยาอิสรกุล 9) นายธนากร เสรีบุรี 10) นายอดิเรก ศรีประทักษ์ 11) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ 12) นายสุนทร อรุณานนท์ชัย 13) นายพงษ์ วิเศษไพฑูรย์ 14) นายเซี่ย ปิง
     
รองประธานกรรมการบริหาร
1) นายสุภกิต เจียรวนนท์
     
คณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ
1)กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร

2) กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย นายธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

3) กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการและประธานคณะผู้บริหาร

4) กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์อารักขาพืช นายมนู เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร

5) กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ นายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ (สายธุรกิจข้าวและอาหาร) นายประสิทธิ์ ดำรงชิตานนท์ รองประธานกรรมการ นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร (รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร)

6) กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ (สายธุรกิจสวนเกษตร เมล็ดพันธุ์ ข้าว ยาง ปาล์ม) นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร (รับผิดชอบธุรกิจสวนเกษตร เมล็ดพันธุ์ ข้าว ยาง ปาล์ม) นายมนตรี เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ (สายธุรกิจข้าวโพด) นายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร (รับผิดชอบธุรกิจข้าวโพด)

7) กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร อรุณานนท์ชัย ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร

8) กลุ่มธุรกิจพลาสติก นายประเสริฐ พุ่งกุมาร ประธานกรรมการ, กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร

9) กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยง นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร

10) กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ นายสมชาย กังสมุทร กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร

11) กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม (จีน) นายธนากร เสรีบุรี ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร

12) กลุ่มธุรกิจการเงินและธนาคาร (จีน) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ

13) กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ (จีน) นายเซี่ย ปิง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่